ที่นี่คือแหล่งข้อมูลสำหรับคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคติดเชื้ออาร์เอสวี
เป้าหมายของเราคือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคติดเชื้ออาร์เอสวี RSV รู้จักความเสี่ยง และเรียนรู้วิธีปกป้องลูกน้อยของคุณ
ลูกน้อยสามารถติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้อย่างไร?
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอ จาม การสัมผัสใกล้ชิด (เช่น การกอดหรือจูบ) และการสัมผัสตา จมูก หรือปากหลังจากสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า ของเล่น หรือช้อนส้อม
ทารกมักติดเชื้อจากพี่น้อง เด็กคนอื่น หรือพ่อแม่ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อโดยไม่แสดงอาการ
แม้ว่าโรคติดเชื้ออาร์เอสวี มักทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดในผู้ใหญ่ แต่สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงในทารกและผู้สูงอายุได้³
การรักษาสุขอนามัยและการป้องกันสามารถช่วยลดความเสี่ยงให้กับทารกได้
ปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงได้หรือไม่?
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี โดยส่วนใหญ่ อาการมักไม่รุนแรง แต่ในทารกบางราย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงภายในไม่กี่วัน อาจนำไปสู่การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม¹ ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจบวมและหายใจลำบาก
สัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกหายใจลำบาก ได้แก่ หายใจมีเสียงหวีด มีเสียงคราง หรือหายใจเร็วผิดปกติ
หมายเหตุ: รายการอาการนี้ไม่ครบถ้วน อาการอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้ และทารกอาจไม่แสดงอาการทั้งหมดนี้ การติดเชื้ออื่น ๆ ก็อาจมีอาการคล้ายกัน หากคุณกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี ส่งผลต่อกลุ่มอายุใด?
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี เกิดได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่จะรุนแรงเป็นพิเศษในทารกแรกเกิด เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีประมาณ 1 ใน 10 คน อาจพัฒนาเป็นโรคปอดอักเสบหรือหลอดลมฝอยอักเสบจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี
การตรวจและวินิจฉัย
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี ตรวจพบได้อย่างไร?
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี สามารถตรวจได้โดยการเก็บตัวอย่างจากสารคัดหลั่งในจมูก ซึ่งต้องดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์
เมื่อติดเชื้ออาร์เอสวีแล้ว จะเป็นอย่างไร?
เมื่อทารกติดเชื้ออาร์เอสวี ไวรัสจะเพิ่มจำนวนในร่างกายประมาณ 3–5 วัน (เรียกว่าระยะฟักตัว)¹¹ หลังจากนั้นอาการจะเริ่มแสดง โดยมักรุนแรงขึ้นในวันที่ 5 และดีขึ้นภายใน 7–10 วันหลังติดเชื้อ¹¹
ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้ออาร์เอสวี จะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง¹ แต่ในบางราย อาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน⁶
หลังจากหายจากอาร์เอสวี อาการไออาจคงอยู่ประมาณ 4 สัปดาห์ และประมาณครึ่งหนึ่งของทารกอาจมีอาการหายใจมีเสียงหวีด¹¹
การดูแลเมื่อมีการติดเชื้ออาร์เอสวี
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี มีวิธีรักษาหรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคติดเชื้ออาร์เอสวี โดยทั่วไปจะดูแลแบบประคับประคองและบรรเทาอาการ
ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์
แต่ในกรณีรุนแรง อาจต้องให้การรักษาด้วยออกซิเจน การให้น้ำ และการสนับสนุนการให้อาหาร
จะช่วยบรรเทาอาการป่วยจากการติดเชื้ออาร์เอสวี ของลูกน้อยได้อย่างไร?
ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC)
-
ใช้ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน (ห้ามให้แอสไพรินกับเด็ก)*
-
ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
-
ปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาแก้หวัดที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ เนื่องจากบางชนิดมีส่วนผสมที่ไม่เหมาะกับเด็ก
โปรดอ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนให้ยาแก่เด็ก และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากมีข้อสงสัย
หากลูกน้อยมีอาการหายใจลำบาก ดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรืออาการแย่ลง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
ปัจจัยเสี่ยงของโรคติดเชื้ออาร์เอสวี
ลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงขึ้นหรือไม่?
ทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อน 37 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์) มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ อาร์เอสวี ที่รุนแรงมากกว่าทารกที่คลอดครบกำหนด
อย่างไรก็ตาม การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี รวมถึงกรณีรุนแรงที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือเข้าหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต ส่วนใหญ่เกิดในทารกที่คลอดครบกำหนดและมีสุขภาพดี
ปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม
โรคติดเชื้ออาร์เอสวีมีผลกระทบระยะยาวต่อระบบทางเดินหายใจหรือไม่?
-
หลังจากติดเชื้ออาร์เอสวี พบว่ามีอาการหายใจมีเสียงหวีดใน 30%–50% ของผู้ป่วยในปีแรก และลดลงเหลือ 20%–30% ภายในปีที่สาม
-
เด็กอายุ 5 ปีที่เคยติดเชื้ออาร์เอสวี ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในปีแรกของชีวิต มีอัตราการเป็นโรคหืดสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยติดเชื้อ (21% เทียบกับ 16%)

